ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าคือสัญลักษณ์ของความคึกคัก การเติบโต และการใช้ชีวิตของคนเมือง ทุกเสาร์อาทิตย์ไม่ว่าจะเดินเข้าเมืองไหน ห้างก็เป็นเหมือนศูนย์รวมของครอบครัว คู่รัก วัยรุ่น และคนทำงาน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพเหล่านี้เริ่มจางลงอย่างช้าๆ จนหลายคนตั้งคำถามว่า
ห้างสรรพสินค้ากำลังเดินมาถึงโค้งสุดท้ายแล้วหรือเปล่า
ในขณะที่ห้างหลายแห่งยอดผู้เข้าชมลดลง และหลายจังหวัดเริ่มเห็นห้างร้างเป็นจำนวนมาก สิ่งที่กลับเติบโตสวนทางอย่างชัดเจนคือ Community Mall โมเดลพื้นที่ขนาดกลางที่ใกล้บ้านกว่า เข้าถึงง่ายกว่า และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในแบบใหม่
บทความนี้จะพาไปมองให้ลึกขึ้นว่า การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ห้างสรรพสินค้าต้องเผชิญอะไรต่อ และ Community Mall กำลังเปิดโอกาสอะไรให้กับผู้ประกอบการในยุคนี้

ยุคที่คนไม่ได้เดินเข้าห้างเพื่อซื้อของอีกต่อไป
ครั้งหนึ่งห้างคือ “ตลาดรวมทุกสิ่ง” แต่วันนี้คำนี้ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “แพลตฟอร์มออนไลน์” ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ของใช้ ของตกแต่งบ้าน ของกิน ของเล่น ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า คำตอบแรกของผู้บริโภคส่วนใหญ่คือซื้อออนไลน์ก่อนเสมอ เพราะวันนี้การซื้อของไม่ต้องลอง ไม่ต้องไปดู ไม่ต้องเดิน และไม่ต้องขนกลับบ้านเองเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อ การซื้อของไม่ต้องไปห้าง ทำให้ผู้คนเริ่มถามตัวเองว่า จะเดินเข้าห้างไปทำไม กลายเป็นว่าพฤติกรรมหันไปเลือกใช้พื้นที่ที่ “ใกล้และสบายกว่า” โดยอัตโนมัติ
นี่จึงเป็นจุดที่ Community Mall เริ่มได้เปรียบ เพราะมันออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในระยะสั้นและรวดเร็ว เช่น
- แวะซื้อของกิน
- นั่งทำงานนิดหน่อย
- เข้า Co-working
- รับประทานอาหารกับครอบครัว
- เลือกซื้อของเฉพาะทาง
ห้างเดิมๆ ที่มีพื้นที่ใหญ่และร้านค้ามากมายจึงกลายเป็น “มากเกินความจำเป็น” ในวันที่ผู้บริโภคต้องการแค่ความสะดวกและความใกล้บ้านเป็นหลัก
ห้างใหญ่เจอปัญหาที่แก้ยากกว่าแค่ยอดคนลด
ปัญหาของห้างสรรพสินค้าไม่ใช่แค่จำนวนคนเดินลดลง แต่คือโครงสร้างธุรกิจที่ใหญ่และช้า ทำให้ปรับตัวได้ยากกว่าคู่แข่งที่เล็กกว่าเยอะ
สิ่งที่ทำให้ห้างเริ่มช้าลงกว่าตลาดจริง
1. ความต้องการใช้พื้นที่แบบเดิมลดลง
ร้านค้าแฟชั่นจำนวนมากย้ายไปออนไลน์ ร้านไลฟ์สไตล์เลือกเปิดสาขาเล็กลง และร้านอาหารหันไปทำแบบ Delivery-first ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านกว้างขนาดนั้น
2. ค่าเช่าและต้นทุนการดำเนินงานสูง
ระบบห้างต้องใช้ค่าไฟสูง บุคลากรเยอะ ค่าเช่าร้านแพง ทำให้ธุรกิจย่อยสู้ไม่ไหว
3. ผู้บริโภคไม่ได้อยู่ในห้างอีกต่อไป
คนทำงานยุคใหม่ใช้เวลานอกบ้านในแบบที่เปลี่ยนไป เช่น คาเฟ่ Co-working หรือ Community Mall ใกล้บ้าน
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ห้างหลายแห่งเริ่มเกิดปรากฏการณ์ “Mall Fatigue” คือความรู้สึกที่ว่าห้างไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของปี 2025 อีกต่อไปแล้ว

Community Mall เติบโตเพราะเข้าใจวิถีชีวิตคนเมืองใหม่
Community Mall ไม่ได้เจริญขึ้นเพราะเท่หรือทันสมัยกว่า แต่เพราะมัน “ใช่กว่า” สำหรับคนยุคนี้ โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์โควิดที่คนเริ่มใช้เวลานอกบ้านอย่างระมัดระวังและต้องการพื้นที่แบบเข้าถึงง่าย ไม่แออัด
ทำไม Community Mall ถึงเข้าใกล้ผู้คนได้มากกว่าห้าง
- เดินทางง่าย ไม่ต้องเข้าเมือง
- ร้านค้ามีความเฉพาะตัวและท้องถิ่นมากกว่า
- โฟกัสร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวัน
- จัดกิจกรรมได้ยืดหยุ่น เช่น ตลาดนัด งานอาร์ต งานดนตรี
- ใช้เวลาสั้นๆ ได้ ไม่ต้องเดินเป็นชั่วโมง
มันไม่ใช่สถานที่ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ เหมือนห้าง แต่คือพื้นที่ที่ “ใช้เวลาตอนหนึ่งของวันได้อย่างลงตัวกว่า”
จากวิถีชีวิตแบบเร่งรีบ สู่วิถีชีวิตแบบใกล้บ้าน
หนึ่งในสัญญาณที่เห็นชัด คือเทรนด์การใช้ชีวิตแบบ “Near Home Lifestyle” ที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด คนยุคนี้อยากได้
- ร้านอาหารดี
- สถานที่นั่งทำงาน
- คอร์สออกกำลังกาย
- บริการเสริมความงาม
- คาเฟ่คุณภาพ
แบบไม่ต้องเดินทางไกล Community Mall ที่เข้าใจเรื่องนี้จึงจัดวางร้านค้าแบบคัดสรร ไม่ใช่แบบยัดทุกอย่างเหมือนห้างใหญ่ และนี่คือจุดที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่แบบชัดเจนที่สุด
แบรนด์ท้องถิ่นและธุรกิจเล็กได้พื้นที่แจ้งเกิดมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ Community Mall ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแบรนด์ใหญ่ แต่เปิดพื้นที่ให้ร้านเล็ก ร้านดังในชุมชน และร้านสไตล์เฉพาะตัวได้เข้ามาเป็นพระเอกในพื้นที่
- ร้านกาแฟร้านดังของอำเภอ
- ร้านเบเกอรีที่คนในพื้นที่ต่อคิวยาว
- ร้านอาหารเจ้าเก่าที่เคยขายเฉพาะในตลาด
- แบรนด์คราฟต์และสินค้าชุมชน
สามารถเข้ามาอยู่ใน Community Mall แล้วกลายเป็นแม่เหล็กดึงคนได้อย่างดี เพราะผู้บริโภคยุคนี้เลือกกิน เลือกช้อป เลือกใช้บริการจาก “ความจริงแท้” มากกว่าแบรนด์ที่ถูกทำให้ใหญ่แต่ไม่จริงใจ
โอกาสของผู้ประกอบการ ลงทุนแบบเล็กแต่ยั่งยืนกว่าห้าง
Community Mall ไม่ใช่เพียงคู่แข่งห้าง แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่ลงทุนรุ่นใหม่สำหรับผู้ประกอบการและนักอสังหา ที่มองเห็นว่าคนเมืองไม่ได้ต้องการพื้นที่ใหญ่ แต่ต้องการพื้นที่ “ใช้งานได้จริง” โอกาสสำคัญคือ
- พื้นที่เล็ก แต่หมุนเวียนเร็ว และปรับเปลี่ยนง่าย
- ต้นทุนการสร้างต่ำกว่าห้างมาก
- รูปแบบร้านค้าปรับง่าย ขยายหรือย่อก็ทำได้
- ค่าบริหารจัดการต่ำกว่า
- ให้ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
ผลลัพธ์คือเกิด Community Mall จำนวนมากในเมืองรอง เมืองท่องเที่ยว และแถบที่พักอาศัยใหม่ๆ ทั่วประเทศ
ห้างจะไม่หายไป แต่ต้องเปลี่ยนบทบาท
แม้หลายคนจะพูดว่าห้างกำลังถึงจุดจบ แต่ในความจริง ห้างจะไม่ล่มสลาย เพียงแต่จะถูกบีบให้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นพื้นที่เฉพาะทางมากขึ้น เช่น
- พื้นที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่
- Entertainment Complex
- Convention Hall
- Lifestyle Hub ที่มีความพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม
- แบรนด์แฟชั่นใหญ่ที่ต้องมี Flagship Store
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ห้างใหญ่จะลดจำนวน แต่เพิ่มคุณภาพ และกลายเป็นสถานที่ที่ไปเพื่อ “ประสบการณ์” มากกว่า “ไปซื้อของ”
การเปลี่ยนผ่านจากห้างสรรพสินค้าไปสู่ Community Mall ไม่ใช่การล้มเหลวของธุรกิจเก่า แต่คือการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ห้างยังคงมีบทบาท เพียงแต่ไม่ใช่ศูนย์กลางชีวิตเหมือนเมื่อก่อน Community Mall กำลังขึ้นมาแทนที่ เพราะมันเข้าใจ “ชีวิตประจำวันของคนเมือง” ดีกว่าในยุคนี้
สุดท้ายแล้ว โลกธุรกิจไม่ได้เลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เลือกฝั่งที่ “ตอบโจทย์ความจริงของผู้บริโภคที่สุด” และตอนนี้ Community Mall คือพื้นที่ที่ทำหน้าที่นั้นได้ดีที่สุดค่ะ

